คิดและรู้สึกแบบ Super Organic

#happeningmagazine #thai #niseko #globalculturalexchangeC03T7687คิดและรู้สึกแบบ Super Organic

บันทึกการเข้าร่วมค่าย Super Organic Camp ของเบล กนกนุช ศิลปวิศวกุล

Organic เป็นคำที่ทุกคนคงเคยได้ยินหรือคุ้นหูกันมาหลายปี แต่คำว่า Super Organic อาจไม่คุ้นหูสำหรับใครหลายคน

ใช่ค่ะ! นี่ก็คือครั้งแรกที่เบลได้ยินเหมือนกัน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีโอกาสร่วมงานที่ประเทศญี่ปุ่นกับโครงการที่ชื่อ Asian Round Table ที่รวบรวมนักสร้างสรรค์จากหลายประเทศในเอเชียมาร่วมกันออกแบบผลงานบนโต๊ะอาหาร จากครั้งนั้นทำให้ได้พบกับคุณทาคาโนริ ทายาม่า (Takanori Tayama) หนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการ และไม่กี่เดือนต่อมาก็มีโอกาสได้พบกันอีกครั้งที่เมืองไทย ครั้งนี้ทากะซังแนะนำตัวอย่างเป็นทางการและเล่าถึงโครงการที่เค้ากำลังทำที่ชื่อ Super Organic Camp (SO Camp) โดยขอปรึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะมาจัดกิจกรรมนี้ที่เมืองไทย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเบลได้มีโอกาสไปร่วมค่ายนี้ที่เมืองนิเซโกะ ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะหนึ่งในวิทยากร ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่ดีและน่าสนใจมากๆ จึงอยากนำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ทราบกัน

Super Organic Camp ตอนที่ได้ยินชื่อโครงการนี้ครั้งแรก ก็สงสัยว่าออร์แกนิคของญี่ปุ่นต่างจากออร์แกนิคของไทยอย่างไร แล้วทำไมต้องใช้คำว่า Super Organic และทำไมต้องสร้าง Super Organic Camp และสิ่งที่ทางญี่ปุ่นทำจะสามารถมาปรับใช้กับความเป็นออร์แกนิคที่เมืองไทยได้หรือไม่ อย่างไร คำถามทั้งหมดเหล่านี้ทำให้เบลพยายามหาคำตอบตั้งแต่ก่อนไปจนกระทั่งกลับมา

Super Organic คืออะไร? หลายคนคงสงสัย เบลเองก็เช่นกัน…

20182836_1515782501775831_1432460659_n

จากข้อมูลที่ได้จากทางผู้จัดและจากการพูดคุย Super Organic คือ บริษัทที่ก่อตั้งในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 โดยผู้ก่อตั้งคือคุณริกะ โออิชิ (Rika Oishi Delicious) ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มและเคลื่อนไหวโครงการออร์แกนิคหลายโครงการในประเทศญี่ปุ่น และผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนก็คือทากะซังนั่นเอง โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะปฏิวัติและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับความเป็นออร์แกนิคในประเทศญี่ปุ่น

แล้วออร์แกนิคของญี่ปุ่นต่างจากออร์แกนิคของไทยอย่างไร? ทำไมต้องปฏิวัติและสร้างมาตรฐานใหม่?

จากการหาข้อมูลและได้พูดคุยกับริกะซัง ทำให้ได้ข้อสรุปว่าออร์แกนิคเป็นสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพราะเป็นกฏและข้อบังคับสำหรับผลผลิตภายในประเทศทั้งหมด แต่กลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการเหล่านั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะมีจิตใจและมีจริยธรรมที่หวังดีต่อผู้บริโภคจริงๆ ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่การก่อตั้ง Super Organic องค์กรที่ใช้นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจด้านอาหาร ความสวยความงาม กิจกรรมด้านสุขภาพ การขนส่ง และสื่อต่างๆ เป็นต้น และที่สำคัญองค์กรนี้ตระหนักถึงการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก โดยมีหลักการดำเนินงานที่น่าสนใจ 5 ประการคือ

1. จินตนาการใหม่ (Re : imagine)

2. ทำตามสัญชาตญาณ (Follow your instinct)

3. ยิ้มให้กว้าง (Spread Smiles)

4. ชื่นชมความแตกต่าง (Enjoy difference)

5. จงเป็นผู้ให้ (Be a giver)

แล้ว Super Organic Camp คืออะไร?

Super Organic Camp (SO Camp) คือ กิจกรรมที่ต้องการให้คนตระหนักว่าออร์แกนิคกับจริยธรรมถือเป็นสองสิ่งที่ควรอยู่คู่กัน และเป้าหมายของ SO Camp ก็คือการรวบรวมผู้คนที่คิดแบบเดียวกันมาทำความรู้จักกันซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้างสังคม แผ่ขยาย และต่อยอดทางธุรกิจ โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อเรื่องธุรกิจ ครั้งแรกหัวข้อเรื่องความสวยความงาม โดยกลุ่มคนที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งครั้งที่ 1 และ 2 เกือบทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่น ผู้ที่เข้าร่วมแต่ละคนมาจากการแนะนำและเชิญชวนจากเหล่าทีมงาน กิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอด 2 คืน 3 วันในค่ายคือการพักผ่อน เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของตัวเอง กล้าที่จะคิด กล้าที่จะแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยไม่ต้องกังวลที่จะแบ่งปันจินตนาการของตัวเอง โดยทีมงานได้วางแผนในการจัดครั้งต่อไปภายใต้หัวข้อเรื่องต่างๆ ที่เหมาะสมกับฤดูกาล และเท่าที่เบลพูดคุยกับผู้จัด ทำให้รู้มาว่ากำลังจะมีแผนจัดภายใต้หัวข้อเรื่องอาหาร เรื่องความรัก และที่น่าตื่นเต้นคือมีแผนจะมาจัดกิจกรรมนี้ที่เมืองไทยเร็วๆ นี้ด้วย

ค่ายครั้งที่ 1 และ 2 นี้จัดขึ้นที่เมืองนิเซโกะ บนเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เมืองนี้ปกติแล้วผู้คนทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติจะนิยมมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาวเพราะเป็นแหล่งสกีรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และมีจุดเด่นอยู่ที่ภูเขาโยเท (Mount Yotei) ซึ่งมีฉายาว่า “ฟูจิแห่งฮอกไกโด” เนื่องจากมีรูปทรงกรวยที่สมบูรณ์ แบบเดียวกับภูเขาไฟฟูจิ แต่สูงน้อยกว่า จึงมีชื่อเล่นว่า “ฟูจิน้อย” และเป็นภูเขาที่สามารถมองเห็นจากทุกมุมของเมืองนี้

ผู้เข้าร่วมค่ายครั้งนี้มีทั้งหมด 51 คนรวมทีมงานและวิทยากรแล้ว กลุ่มคนที่ได้รับการแนะนำและเชิญชวนให้เข้าร่วมมีประมาณ 40 คน ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มนักลงทุน กลุ่มคนสำคัญทางธุรกิจ กลุ่มคนที่มุ่งมั่นและมีความสนใจในการทำงานด้านออร์แกนิคและจริยธรรม รวมไปถึงกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและเป็นต้นแบบด้านการใช้ชีวิตที่รักสุขภาพและอยู่ในวงการออร์แกนิค โดยผู้เข้าร่วมค่ายนี้ทุกคนล้วนเป็นคนญี่ปุ่นเว้นแต่วิทยากร 3 คนที่เป็นคนต่างชาติ นอกเหนือจากเบลซึ่งเป็นคนไทยแล้ว อีกสองคนก็เป็นคนเอกวาดอร์และคนอังกฤษผู้ซึ่งเรียนและทำงานอยู่ที่โตเกียว อุปสรรคข้อเดียวที่เบลเผชิญในค่ายนี้คือเอกสาร การบรรยาย และการดำเนินรายการเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ทำให้ต้องคอยถามทีมงานให้ช่วยสรุปแต่ละกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง แต่อุปสรรคด้านภาษาไม่ได้ทำให้เบลละความพยายามที่จะเข้าถึงและทำความเข้าใจในแต่ละกิจกรรมที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะไปในฐานะวิทยากรแต่เบลก็เข้าร่วมทุกกิจกรรมที่จัด เพราะเห็นว่าเป็นประสบการณ์พิเศษที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ

หมายเหตุ : แต่ละกิจกรรมที่เกิดขึ้น ผู้เข้าร่วมค่ายนี้สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรมไหน

SO Camp จัดขึ้นทั้งหมด 2 คืน 3 วัน โดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนต้องเสียค่าใช้จ่าย 108,000 เยน (ตกเป็นเงินไทยประมาณ 32,400 บาท) สำหรับค่าที่พัก 2 คืน อาหารเช้า 2 มื้อ อาหารกลางวัน 2 มื้อ อาหารเย็น 2 มื้อ ค่ากิจกรรม และค่ารถบัสรับส่งจากสนามบิน

โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันประกอบด้วย

วันที่ 1 :

ทางค่ายจะส่งรถบัสมารับที่สนามบินไปที่พักเพื่อเก็บกระเป๋าและเปลี่ยนชุด คืนแรกมีกิจกรรมการทานบาร์บิคิวกลางแจ้งร่วมกันโดย ธีมการแต่งตัวของทุกคนคือสีฟ้า (ตอนแรกก็แอบสงสัยอยู่นิดหน่อยว่าทำไมต้องสีฟ้า จนกระทั่งไปถึงสถานที่จัดกิจกรรม) ที่แต่งตัวสีฟ้าน่าจะเป็นเพราะกิจกรรมนี้ทางโครงการจัดร่วมกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชื่อ Coleman Indigo Label เป็นแบรนด์ขายสินค้าสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและมีผลิตภัณฑ์บางส่วนที่เกิดจากการใช้สีย้อมคราม โดยเต้นท์และชุดเก้าอี้ที่ใช้ในกิจกรรมนี้ก็มาจากแบรนด์นี้ และมีเต้นท์ที่เปิดสอนทำพวงกุญแจที่เกิดจากด้ายย้อมคราม (หากสนใจต้องจ่ายเงินเพิ่ม)  ส่วนกิจกรรมหลักที่เป็นการทานบาร์บีคิว ที่วัตถุดิบทั้งหมดมาจากในเมืองนิเซโกะ แน่นอนว่าวัตถุดิบทั้งอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดก็เป็นออร์แกนิค โดยมีเต้นท์แยกสำหรับขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (จ่ายเพิ่มเช่นกัน) อาหารที่เตรียมไว้ให้ส่วนใหญ่จะเป็นผักและมีเนื้อย่างให้ส่วนหนึ่ง (ซึ่งหมดเร็วมาก) แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะทั้งผักสด ผักย่าง และซุปข้าวโพดนั้นหวาน สดชื่น และอร่อยมากจนลืมที่จะสนใจทานเนื้อย่างไปเลย เมื่อเสร็จจากกิจกรรมนี้ก็จะมีรถบัสมารอรับกลับไปส่งยังที่พัก โดยรถบัสออกเป็น 2 รอบคือรอบสำหรับผู้ที่สนใจดื่มแอลกอฮอล์จะกลับดึกกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ผู้อ่านบางคนอาจอยากรู้ว่าเบลอยู่ในกลุ่มไหน คำตอบคือเป็นอย่างละครึ่ง เพราะแม้ว่าจะอ่อนเพลียจากการเดินทาง แต่เบลก็ไม่อยากพลาดที่จะลองไวน์ออร์แกนิค ดังนั้นจึงซื้อไวน์แล้วนำมาดื่มบนรถระหว่างทางกลับที่พัก ทำให้ได้ทั้งลองดื่มและได้รีบพักผ่อนเพื่อพร้อมสำหรับกิจกรรมยามเช้าในวันถัดมา

วันที่ 2 :

เริ่มต้นยามเช้าด้วยการโยคะร่วมกันบริเวณดาดฟ้าของที่พัก กิจกรรมนี้ภาษาเป็นอุปสรรคสุดๆ เพราะการทำโยคะคือการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจและเกือบทุกช่วงของกิจกรรมต้องหลับตา ดังนั้นเมื่อวิทยากรพูดภาษาญี่ปุ่นและเบลไม่เข้าใจ ทำให้ต้องแอบลืมตาอยู่เป็นจังหวะๆ เพื่อดูว่าเค้ากำลังทำท่าอะไรกันอยู่ ทำให้จิตใจอาจไม่สงบเท่าที่ควร เสร็จจากกิจกรรมนี้ทางโครงการจัดเตรียมอาหารมังสวิรัติให้ทานก่อนแยกย้ายอาบน้ำแต่งตัว เพื่อนำไปสู่การไปเยี่ยมชมสถานที่สองแห่ง สถานที่แรกคือไร่ผักออร์แกนิคชื่อ LaLaLa Farm เจ้าของเป็นสถาปนิกที่ผันตัวมาทำไร่ ผู้ซึ่งให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เชื่อว่าทุกชีวิตบนโลกเชื่อมต่อและหมุนเวียนกัน และมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ โดยประเภทของพืชผลที่เขาปลูกจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่เหมาะสม สถานที่ต่อมาคือคลังสินค้าเก็บข้าวที่สร้างนวัตกรรมการเปลี่ยนหิมะที่ตกลงบริเวณรอบๆ โกดังในฤดูหนาวมาเป็นความเย็นในการเก็บรักษาข้าวในฤดูกาลอื่นๆ เมื่อหิมะละลายหมดโกดังก็จะมาพอดีกับฤดูหนาวอีกครั้ง

ช่วงบ่ายเป็นการบรรยายและเวิร์คช็อปจากวิทยากรทั้งหมด 6 คน

คนแรก ช่างภาพประจำเมืองนิเซโกะผู้ซึ่งหลงไหลและชอบในการเล่นสกีจนมีนิตยสารเกี่ยวกับสกีเป็นของตัวเอง ต่อมาก็เป็นการบรรยายจากผู้ก่อตั้งโครงการภายใต้หัวข้อว่า “What is Super Organic?” ซึ่งความรู้ที่เบลได้จากบรรยายนี้บวกกับการไปเยี่ยมชมไร่ออร์แกนิค ทำให้ได้รู้เพิ่มเติมว่าเสน่ห์ของผลิตผลออร์แกนิคอยู่ที่ความไม่เท่ากันและความไม่เหมือนกันของแต่ละผลแต่ละลูก เจ้าของ LaLaLa Farm แนะนำว่าควรเลือกทานผลิตผลที่มีขนาดเล็กและไม่เท่ากันดีกว่าทานผลิตผลที่เท่ากันหรือมีขนาดใหญ่เพราะมีความเป็นไปได้ว่าผลิตผลเหล่านั้นจะใส่สารเร่งโตหรือผ่านกรรมวิธีที่ไม่ออร์แกนิค และผลิตผลที่ออร์แกนิคจริงๆ จะเก็บได้ไม่นาน ส่วนวิทยากรคนที่ 3 และ 4 เดินทางมาจากโตเกียวคนนึงเป็นคนญี่ปุ่นอีกคนเป็นคนเอกวาดอร์ และวิทยากรคนที่ 5 คือเบลเอง เราทั้ง 3 คนบรรยายภายใต้หัวข้อเรื่อง “Re : imagine” เบลบรรยายเกี่ยวกับ “Rewind to the next” นิทรรศการเดี่ยวของ PRACTICAL ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วที่กรุงเทพฯ โอซาก้า และเชียงใหม่ โดยเบลมองว่ามีหลักการทำงานที่สอดคล้องกับ SO Camp ทั้ง 5 ประการคือ จินตนาการใหม่ (Re : imagine) ทำตามสัญชาตญาณ (Follow your instinct) ยิ้มให้กว้าง (Spread Smiles) ชื่นชมความแตกต่าง (Enjoy difference) และจงเป็นผู้ให้ (Be a giver) ส่วนวิทยากรคนสุดท้ายคนอังกฤษที่เดินทางมาจากโตเกียวมาทำเวิร์คช็อปที่ชื่อว่า “Making of SuperOrganic Future” กิจกรรมนี้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะถูกแบ่งทำงานกันเป็นกลุ่ม โดยกลุ่มของเบลเลือกที่จะทำและนำเสนอความคิดเรื่อง “SuperOrganic Academy” เพราะเรามองว่าออร์แกนิคเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ควรมีการเตรียมชุดความรู้ และเป็นการรวมตัวกันของผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมและเฉพาะทางมาร่วมกันสร้างหลักสูตร เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

มื้อค่ำเป็นการทานอาหารค่ำในแนวความคิดที่ว่า “BENTO NIPPON Long Table” ภายใต้ธีมการแต่งชุดสีขาว ในกิจกรรมมื้อค่ำนี้เป็นการทานข้าวกล่องออร์แกนิคและอาหารออร์แกนิคอื่นๆ ที่จัดเตรียมไว้บนโต๊ะยาวสีขาว มีการกล่าวเปิดงานโดยผู้ว่าประจำเมืองนิเซโกะ หนึ่งในผู้สนับสนุนโครงการนี้ และภายในงานมีการวางขายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคจาก LaLaLa Farm ซึ่งก็พลาดไม่ได้ที่จะซื้อมะเขือเทศซึ่งเป็นของโปรดเก็บไว้ทานในวันถัดๆ ไป

วันที่ 3 :

ต้อนรับแสงแดดเช้าด้วยการวิ่งเข้าป่าและขึ้นเขาโยเท ก่อนเริ่มวิ่งทีมงานให้แยกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเส้นทางง่ายและเส้นทางยาก เบลเลือกเส้นทางง่ายเพราะเป็นครั้งแรกที่วิ่งเข้าป่า แถมยังวิ่งขึ้นเขาอีก เส้นทางง่ายความชันและระยะทางก็จะน้อยกว่า เส้นทางนี้มีระยะทาง 5 กิโลเมตร แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าการวิ่งเป็นแถวต่อเนื่องกันหลายๆ คน สร้างความกดดัน (เพราะเหนื่อยแต่ก็พักไม่ได้) แต่ก็เป็นพลังให้วิ่งต่อไป (เพราะลึกๆ ก็รู้ว่าทุกคนก็น่าจะเหนื่อย ดังนั้นเราต้องสู้ต่อไป!) การวิ่งขึ้นเขาและลงเขาทำให้เรายิ่งเหนื่อยและยิ่งต้องระวังตัวเพราะความชันอาจทำให้เราลื่นหรือตกเขาได้ (มีคนนึงลื่นแต่โชคดีที่ไม่ตกเขา) ส่วนการวิ่งเข้าป่าทำให้รู้ว่าการวิ่งแบบสับขา ยกขา และเบี่ยงไปมาเหมือนนักฟุตบอลเป็นอย่างไร เพราะพื้นที่วิ่งไม่ใช่ลานโล่งกว้างและพื้นเรียบเหมือนพื้นถนนในสวนสาธารณะ แต่เป็นดินและต้นไม้ที่โตขึ้นตามธรรมชาติที่เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าต้นไหนจะอยู่ตรงไหนและต้นไหนจะขวางทางหรือไม่ ซึ่งโดยรวมถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สนุกและน่าตื่นเต้น (ระวังไม่ให้ตัวเองล้ม) โดยกิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์รองเท้าวิ่งทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนไม่ต้องประสบปัญหารองเท้าที่เตรียมมาไม่เหมาะสมและเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการกังวลว่ารองเท้าจะเลอะดินได้อีกด้วย พอกลับจากการวิ่งก็ทานอาหารกล่องออร์แกนิคที่ทางโครงการวางเตรียมไว้ให้ในห้องพักเป็นที่เรียบร้อย

C03T7896

เราทานอาหารเที่ยงมื้อสุดท้ายก่อนแยกย้ายจากกันที่ภัตตาคาร KAMIMURA ที่อาหารทั้งหมดทำจากวัตถุดิบออร์แกนิคในเมืองนิเซโกะ โดยระหว่างที่ทานอาหารชุดสุดหรูในร้านก็มีการบรรยายจากวิทยากรพิเศษคือคุณคาซึมิ มิโนกูชิ (Kazumi Minoguchi)

อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starbuck Japan และเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการนี้ และหลังจากวิทยากรบรรยายเสร็จก็เป็นช่วงเวลาที่ให้ผู้เข้าร่วมค่ายนี้ทุกคนได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการก่อนแยกย้ายกันกลับ

cropped-c03t8196.jpg

เมื่อกลับมานั่งถอดบทเรียนถึงการไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ประทับใจและมองว่าเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจของโครงการนี้ คือ เบลมองว่าทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นที่นี่ทีมงานพยายามให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มคน” ที่ทางโครงการสร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างคนที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการเลือกรีสอร์ทที่แต่ละ 1 ห้องใหญ่จะประกอบด้วย 3 ห้องนอน ห้องนอนละ 2 คน และใช้ห้องครัวและห้องรับแขกร่วมกันทำให้ระหว่างรอยต่อของกิจกรรม 6 คนที่พักอยู่ห้องใหญ่เดียวกันก็จะสามารถพูดคุยกันทำความรู้จักกันแบบกลุ่มย่อยได้ด้วย โดยแต่ละคนที่มาเข้าค่ายนี้ เท่าที่ได้พูดคุยล้วนแต่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในแต่ละบทสนทนาและการกระทำถึงแม้เป็นการกระทำเล็กๆ แต่ก็ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนในด้าน “สถานที่” นั้นดีมาก เพราะทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในค่าย จัดภายใต้พื้นที่ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาโยเท ไม่ว่าจะเป็นวิวจากที่พัก วิวจากกิจกรรมทานบาร์บีคิวในคืนแรก โยคะในเช้าวันที่สอง บรรยาย เวิร์คช็อป รวมไปถึงการวิ่งเข้าป่าโดยขึ้นเขาโยเทในเช้าวันที่สาม ทำให้ผู้เข้าร่วมทุกคนรู้สึกถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและเราทุกคนอยู่ร่วมกันที่นิเซโกะ และสุดท้ายในแง่ของ “ผลิตภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์” โดยวัตถุดิบ กระบวนการ และกรรมวิธีที่นำมาสู่ผลิตภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในค่ายนี้ทั้งหมดล้วนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่มองว่าควรปรับปรุงหากจะมาจัดที่ไทยก็น่าจะเป็นการเกริ่นถึงที่มาที่ไปของแต่ละกิจกรรม ควรมีการอธิบายถึงความสำคัญของแต่ละกิจกรรมให้มากขึ้น รวมถึงต้องมีทีมงานคนไทยและมีล่ามภาษาไทยไว้คอยช่วยเหลือ หากปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะทำให้โครงการนี้สุดยอดมากๆ

ท้ายที่สุดแล้ว… คำว่า “ออร์แกนิค” คงไม่ใช่แค่ผลผลิตและการกระทำ แต่ต้องมีความคิดและจิตใจที่ออร์แกนิคด้วย เพราะออร์แกนิคไม่ใช่แค่เพียงใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ต้องใส่ใจและคำนึงถึงผู้คนทั้งหมดด้วย ดังนั้นการสร้างความยั่งยืนให้กับโลก จะเกิดได้ด้วยการร่วมมือกันและทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ของทุกคน”

20136779_1515782491775832_1634409050_n

 

 

19642749_1426843274064362_6318975462795644343_nKanoknuch Sillapawisawakul

Kanoknuch started her career since 2004, as designer by working for several design projects and later co-founded the communication design studio “Practical Design Studio”.

She is also an educator serving as visiting lecturer at many universities. Her works lie in various positions; She has joined many group exhibitions as artist and designer both in Thailand and aboard. She has been invited curating the exhibitions in Thailand and Japan. In 2015, she was awarded Designer of the year in Emerging Graphic Design category from Silpakorn University and Thailand Institute of Design and Innovation Promotion, Ministry of Commerce. Now she is a member of committee of Thai Graphic Designer Association (ThaiGa) and also has her own project called “Wrap It” running about paper-works and packaging design.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s